ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Mitsubishi
เปิดกลุ่มไว้เป็นช่องทางสำรองให้แล้ว อย่าลืมแอ๊ดเข้ากลุ่มกันไว้ด้วยนะครับ >> http://www.facebook.com/groups/MitsubishiTritonClub/

ประกาศ!! แจ้งเปลี่ยนแปลงวิธีการโพสตั้งกระทู้ใหม่
สมาชิกใหม่ต้องทำการตอบกระทู้ หรือคอมเม้นท์ให้ครบ 3 โพสก่อน จึงจะเริ่มตั้งกระทู้ใหม่ได้

ผู้เขียน หัวข้อ: ทดสอบยาง Michelin Primacy SUV อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี ของดีที่ต้องลอง  (อ่าน 1668 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ New Triton 2014

  • Administrator
  • สมาชิก 100 ไมล์
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1
  • กระทู้: 122
  • พลังน้ำใจ : 1
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Bangkok
  • ชื่อเล่น: Admin
    • ดูรายละเอียด
    • All New Triton 2014
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
 Share 
ทดสอบยาง Michelin Primacy SUV อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี ของดีที่ต้องลอง

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=UoCNrDAQqUk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=UoCNrDAQqUk</a>



     เมื่อวันที่ 10-11 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา ทางทีมงาน CAR CLUB THAILAND ได้รับเชิญจากทางมิชลินประเทศไทย ให้ไปร่วมทดสอบยางรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด Michelin Primacy SUV ร่วมกับคณะทดสอบ จากเว็บบล็อกสายยานยนต์ และเว็บคาร์คลับต่างๆ กันไกลถึง แรนโชชาญวี เขาใหญ่ ซึ่งมีทั้งการทดสอบบนเส้นทางถนนจริง กึ่งออฟโรด ทดสอบบนถนนเปียก ถนนแห้ง ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมทดสอบ ได้สัมผัสถึงเทคโนโลยีและประสิทธิ์ภาพของยางกันได้อย่างเต็มที่ ส่วนการทดสอบจะมีอะไรบ้าง ลองไปติดตามอ่านกันได้เลยครับ




สถานีที่ 1 ทดสอบแบบการใช้งานจริง เส้นทาง แรนโชชาญวี - เขายายเที่ยง
     กลุ่มของเราได้ถูกเลือกให้ทดสอบการขับขี่บนถนนจริงในกิจกรรมแรลลี่ช่วงเช้า โดยหลังจากฟังบรรยายแล้วเจ้าหน้าที่แจ้งหมายเลขรถที่จะใช้ทำการทดสอบ ซึ่งขาขึ้นเราได้รับเลือกให้ขับรถ Lexus NX300h สีแดงสด พอตรวจเช็คความพร้อมต่างๆเรียบร้อยก็เริ่มออกเดินทางจากแรนโชชาญวี เข้าสู่ถนนมิตรภาพ ขับเป็นขบวนตามๆกัน



   

ในย่านความเร็วต่ำ-ปานกลาง กับถนนหลวง ที่ Michelin Primacy SUV โฆษณาไว้ว่าเป็น "ขนม" นั้นก็ขนมสมดังคำโฆษณา กล่าวคือเสียงของหน้ายางที่บดกับพื้นสะท้อนเข้ามาในตัวรถน้อยมาก แต่ยังพอรับรู้ได้ถึงเสียงกระด้างเล็กน้อย เพราะรถที่เราขับเป็นรถ Hybrid เสียงเครื่องยนต์กลไกต่างๆจึงเงียบและเบามากๆ ทำให้พอจะรับรู้เสียงต่างๆบนพื้นมากกว่ารถทั่วไป ช่วงขับผ่านรอยต่อของคอนกรีตนั้นเก็บเสียงได้เนียน ไม่มีอาการสะท้อนขึ้นมาถึงพวงมาลัยหรือเบาะที่นั่งแต่ย่างใด มีเพียงเสียง "กรึบ" ที่ผ่านเข้าหูอย่างแผ่วเบา พอหมดช่วงถนนคอนกรีต เราได้พาเจ้า NX300h เข้าสู่ถนนที่เริ่มโหดขึ้น ลักษณะถนนเป็นแบบ Trail หรือที่เรียกว่า "เคยเป็นคอนกรีตมาก่อน" นั่นเอง แต่เป็นคอนกรีตที่แตกยับและเป็นทางที่เริ่มจะลาดชันขึ้นเรื่อยๆ จนถึงถนนแบบ "ออฟโรด" ที่เป็นดินผสมลูกรังล้วนๆ การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี EvenPeak , Fleximax 2.0 , StabiliGrip ของมิชลินนั้นช่วยให้หน้ายางสัมผัสผิวถนนตลอดเวลาและยังคงรักษารูปทรง ของดอกยางไว้ตลอดทำให้การขับขี่นั้นยังคงผ่านไปได้ด้วยดี ทั้งเรื่องของการควบคุมพวงมาลัย เลี้ยวเท่าไหร่ไปเท่านั้น การลดความเร็ว หรือแม้แต่การเบรกแบบจอดสนิทนั้นแม่นยำ ไม่ต่างจากพื้นเรียบปกติ ไม่มีอาการ  slip หรือ ลื่นไถลให้เห็น



   

ขากลับเราได้ทำการสับเปลี่ยนรถมาเป็น all new Fortuner 2015 อาการของของหน้ายางที่รับรู้ได้ด้วยพวงมาลัยและเบาะที่ช่วงก้นที่นั่งทับอยู่ก็คงเป็นไปในทางเดียวกันคือ เงียบ และ ควบคุมสั่งได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนมิตรภาพขากลับซึ่งเป็นถนนคอนกรีตลาดยาง ที่ช่วงความเร็ว 100-120 กม./ชม  เสียงคำรามของเครื่องยนต์ดีเซลล์ 2.4 ลิตรนั้นพูดได้เลยว่ากลบเสียงยางซะมิดชิดราวกับว่าไม่มีล้อเลยทีเดียว !!





สถานีที่ 2 Wet Safety Station
     ช่วงบ่าย กลุ่มของเราได้ มาลุยกันต่อที่สนามเปียก หรือ Wet Safety Station การทดสอบทางมิชลินได้เตรียมรถเหมือนๆกันไว้ 2 คัน เป็นรถ CR-V Gen4 คันหนึ่งใส่ยาง Michelin Primacy SUV ส่วนอีกคันจะใส่ยางคู่แข่งชั้นนำ



   

   

โดยสิ่งที่จะทำการทดสอบหลักๆในสนามเปียกแห่งนี้มี 2 อย่างคือ ระยะเบรก และ ความเร็วสูงสุดก่อนจะหลุดโค้ง รถทั้ง 2 คันติดตั้งอุปกรณ์ไฮเทคล้ำสมัยสำหรับไว้บันทึกค่าต่างๆ ซึ่งวัดได้ทั้ง ระยะเบรก และ แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางในแกนนอน ความเร็วของรถ หลังฟังบรรยายจบ จนท.จะเรียกไปทดสอบรถ รอบแรกจะมี instructor ขับให้ดูก่อนหนึ่งรอบพร้อมแนะนำการขับในสถานี วิธีการทดสอบก็ไม่มีอะไรมาก จุดแรกวัดระยะเบรก โดยให้เรากดคันเร่งให้รถมีความเร็ว ประมาณ 85กม./ชม ยกคันเร่งออก รอให้ถึงจุดที่มีน้ำขังซึ่งจะมีแนวลวดสลิงขึงไว้ที่พื้น 1 เส้นให้เราได้ยินเสียง "ตึก ตึก" 2 ที หลังจากตึกที่ 2 นั้นแปลว่าล้อทั้ง 4 เข้ามาอยู่ในโซนเปียกน้ำแล้ว ให้ทำการ "กระทืบ" เบรกให้สุดในจังหวะเดียวจนรถหยุดนิ่งแล้วดูตัวเลข ส่วนจุดที่ 2 นั้นให้ขับรอบวงเวียนไปบนพื้นที่เปียกน้ำ ค่อยกดคันเร่งเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆจนกว่าจะถึงจุดที่รถเกิดอาการควบคุมไม่ได้ จึงยกคันเร่งออกเครื่องมือจะแสดงค่า 2 ตัว คือ ความเร็วสูงสุดกับแรงหนีศูนย์กลางที่สูงที่สุดก่อนที่จะยกค้นเร่ง ทำการทดสอบ 2 รอบ (Michelin Primacy SUV 1 รอบ และ ยางคู่แข่ง 1 รอบ) นำค่าที่วัดได้มาเปรียบเทียบกัน ผลการทดสอบ สรุปตัวเลขการทดสอบได้ดังตาราง



การเบรกกะทันหันบนพื้นเปียก ถึงแม้ยางทั้ง 2 ตัวที่ทดสอบจะสามารถหยุดรถได้อย่างปลอดภัยทั้งคู่ แต่ยาง Michelin Primacy SUV นอกจากจะทำระยะได้สั้นกว่าประมาณ 3 เมตรแล้ว ยังไม่มีอาการสไลด์ออกข้างให้เห็น ต่างจากยางคู่แข่งซึ่งจะมีการสไลด์ออกข้างนิดๆก่อนรถจะหยุดนิ่ง ส่วนการเข้าโค้งด้วยความเร็วบนพื้นเปียก รอบแรกเราได้ทดสอบรถคันที่ใส่ยางคู่แข่งพบว่าความเร็วเพียง 30กม./ชม ปลายๆนั้น รถเริ่มมีอาการหลุดโค้ง หรือ Understeering คือหน้าดื้อเลี้ยวไม่เข้าและแถออกด้านนอกจนต้องยกคันเร่ง พอสลับมาทดสอบรถคันที่ใช้ยาง Michelin Primacy SUV นั้นกลับสามารถทำความเร็วได้ถึง 40กม./ชม กลางๆ รถถึงจะมีอาการท้ายออก หรือ Oversteering ซึ่งจุดนี้ผู้ทดสอบพอจะสรุปได้อย่างชัดเจนว่า Michelin Primacy SUV นั้นมีความปลอดภัยในการขับขี่บนถนนเปียกสูงกว่าคู่แข่งพอสมควร ระยะเบรกที่สั้นกว่า 3 เมตรนั้นเรียกได้ว่าห่างถึงเกือบช่วง 1 คันรถ และอาการที่เกิดกับการเข้าโค้งด้วยความเร็วบนถนนเปียก นอกจาก Michelin Primacy SUV จะรองรับความเร็วได้สูงกว่าแล้วในชีวิตจริงหากรถเกิดอาการมุดโค้ง หรือ Oversteering ขณะขับขี่นั้นยังสามารถควบคุมรถและแก้อาการได้ง่ายกว่าอาการแหกโค้ง หรือ Understeering


สถานีที่ 3 Dry Safety / Comfort Station
     มาถึงสนามทดสอบสุดท้ายแล้วจากชื่อสถานีแปลตรงๆ ก็คือสถานีทดสอบความปลอดภัยบนถนนแห้ง/ทดสอบความนุ่มเงียบ ซึ่งมันเกือบจะไม่แห้งและเกือบจะได้สนามเปียกเพิ่มอีกสนาม เนื่องจากฝนตั้งเค้ามามืดและมีฝนเริ่มลงที่ปลายรันเวย์และบนภูเขาไกลๆ เห็นอย่างนี้แล้ว Instructor ประจำสถานีไม่รอช้า บรีฟอย่างสั้นที่สุดเพื่อให้ทุกคนได้ทดสอบสนามแห้งที่มันยังแห้งอยู่ ในสถานีนี้แยกย่อยเป็น 2 ส่วน คือ ส่วน comfort สำหรับฟังเสียง และจับฟิลลิ่งของฟีดแบคจากพื้นถนนคอนกรีตลาดยาง และเสียงของรอยต่อถนน ไม่มีการจับค่าวัดตัวเลขใดๆ (อารมณ์ล้วนๆ) เริ่มต้นด้วยการขับเจ้า Subaru Forester ไปตามแทรค กดคันเร่งให้สุดจนได้ความเร็วที่ต้องการ Instructor จะสั่งให้ยกคันเร่ง เข้าเกียร์ N และปิดแอร์ ให้รถเงียบที่สุดเพื่อให้ผู้ทดสอบ จับเสียงและฟีดแบคต่างๆของพื้นถนนที่สะเทือนมาถึงช่วงก้นและมือเป็นระยะเวลา ประมาณ 3-4 วินาที ก่อนจะยูเทิร์นกลับมาที่อีกข้างของแทรค ทำเหมือนเดิมแต่ที่เพิ่มเติมเข้ามาคือสลิงที่ขึงยึดไว้ที่พื้น 5 เส้น จำลองร่องรอยต่อคอนกรีตบนถนน แล้วกลับมาเปลี่ยนรถ ส่วนอีกฟากหนึ่ง เป็นส่วนของการทดสอบ Dry Safety เรากลับมาเจอ CR-V Gen4 อีกครั้ง



   

การทดสอบคราวนี้ยากและโหดกว่าเดิม เริ่มจากขับ slalom ที่ความเร็ว 55 กม./ชม หักหลบสิ่งกีดขวางแบบกะทันหัน และเลี้ยวเป็นวงกลมด้วยความเร็วสูง ปิดท้ายด้วยการวัดระยะเบรกบนถนนแห้ง (ใช้เครื่องจับเหมือนสนามเปียก) ทั้ง 2 สนามย่อยใช้รถ 2 คัน คันหนึ่งใช้ยาง Michelin Primacy SUV ส่วนอีกคันใช้ยางคู่แข่งเจ้าเดิม

ผลการทดสอบ
ในส่วนของสนาม comfort คงจะไม่ต้องบรรยายอะไรเยอะแล้วถึงเทคโนโลยีของทางมิชลินที่ช่วยเรื่องการเก็บเสียงของพื้นถนนว่าทำได้ดีขนาดไหน ที่จะเสริมขึ้นมาคือการใช้รถ Subaru Forester 2 คันเปรียบเทียบยาง 2 ยี่ห้อนั้นยิ่งทำให้ผู้ทดสอบเห็นชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วเรื่องความนุ่มเงียบก็ยังไม่มีเจ้าไหนในตลาดเอาชนะมิชลินในเรื่องนี้ได้เลยจริงๆ !!
 
ถัดมาในสนาม Dry Safety ตั้งแต่ Slalom 5ครั้งติดต่อ และหักเลี้ยวหลบสิ่งกีดขวางแบบกะทันหัน จบด้วยการสาดเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ยางทั้ง 2 ยี่ห้อนั้นพาผู้ขับขี่ออกมาจากสถานะการณ์คับขันได้อย่างปลอดภัยทั้งคู่ แต่สิ่งที่แตกต่างกันชัดเจนก็คือ ความแม่นยำของพวงมาลัย Michelin Primacy SUV นั้นจิกเข้าโค้งได้คมและแม่นยำกว่า โดยไม่มีอาการเหวอ หรือหักไปแล้วต้องคอยแต่งเพิ่มแต่อย่างใด รวมไปถึงระยะเบรกที่สั้นกว่า 1เมตรเศษๆ ตามที่แสดงในตาราง


บทสรุป
     "สมราคาคุย" ใช้คำนี้คงจะไม่เกินไป สำหรับ Michelin Primacy SUV เทคโนโลยีที่ต่อยอดมาจากสุดยอดยางรถยนต์นั่งอย่าง Michelin Primacy 3ST คงไว้ซึ่งความนุ่มเงียบซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมิชลิน แต่เพิ่มเติมประสิทธิภาพให้เหมาะสมกับรถขนาดใหญ่ขึ้น เครื่องแรงขึ้นอย่างรถ SUV ได้อย่างเหมาะสมและลงตัว เพราะได้ผสมผสานเทคโนโลยี EvenPeak , FlexiMax 2.0 , StabiliGrip และ CushionGuard ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยทั้งบนถนนแห้งและเปียก ลดเสียงรบกวน และช่วยเพิ่มอายุการใช้งานดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ถึงแม้เรื่อง "อายุการใช้งาน" ผู้ทดสอบจะไม่สามารถทดสอบและสรุปให้เห็นได้ภายในการทดสอบเพียงวันเดียวก็ตาม ซึ่งในส่วนนี้อาจจะต้องคอยตามดูกันต่อไปสำหรับยางใหม่ล่าสุดจากมิชลินตัวนี้

งานนี้ Michelin จัด event ได้ประทับผู้เข้าร่วมงานทุกคน ทั้งบรรยากาศที่พัก อาหาร ไทม์ไลน์ของกิจกรรม รวมไปถึงสถานีทดสอบที่เรียกได้ว่าเค้นประสิทธิภาพของยางกันออกมาให้เห็นกันแบบสุดๆ เปรียบเทียบกับคู่แข่งแบบหมัดต่อหมัด ซึ่งยางคู่แข่งที่ทางมิชลินเตรียมมาให้ทดสอบนั้น ไม่ใช่ยางจีนหรือยางโนเนมราคาถูก แต่กลับเป็นยางระดับ "ไฮ-เอนด์" ตัวท๊อปๆจากคู่แข่งชั้นนำในตลาดอีกด้วย

สุดท้ายนี้ทางทีมงาน Car Club Thailand ต้องขอขอบคุณทางมิชลินตลอดจนผู้เกี่ยวข้องในกิจกรรมครั้งนี้ทุกๆท่าน และหากมีข้อมูลผิดพลาดประการใด ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ


Pongpat Leudechanat
ผู้ทดสอบ / ผู้เขียนบทความ

Tanavin  Ngamloedwari
Thitiphan Chuenchom
ผู้ทดสอบ


   

   

   

   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 พ.ย. 2015, 18:42:53 โดย New Triton 2014 »

ออฟไลน์ New Triton 2014

  • Administrator
  • สมาชิก 100 ไมล์
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1
  • กระทู้: 122
  • พลังน้ำใจ : 1
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Bangkok
  • ชื่อเล่น: Admin
    • ดูรายละเอียด
    • All New Triton 2014
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=UoCNrDAQqUk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=UoCNrDAQqUk</a>

Tags: